การรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) เป็นหัตถการทางทันตกรรมที่มีความสำคัญในการเก็บรักษาฟันธรรมชาติไว้ เมื่อเกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังโพรงประสาทฟัน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการรักษาในแต่ละขั้นตอน การดูแลตนเองของผู้ป่วยที่บ้านถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ทางคลินิกขอแนะนำ ข้อปฏิบัติและวิธีการดูแลตนเองภายหลังการรักษารากฟัน ดังนี้
1. การดูแลในช่วงแรกหลังการรักษา (2-3 ชั่วโมงแรก)
• ข้อควรระวังเรื่องยาชา: โดยทั่วไปยาชาจะออกฤทธิ์ต่อเนื่องประมาณ 2-3 ชั่วโมง ผู้ป่วย ควรงดรับประทานอาหาร จนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์โดยสมบูรณ์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการกัดริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม หรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวโดยไม่รู้ตัว
• การดื่มน้ำ: สามารถดื่มน้ำสะอาดได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ร้อนจัดหรือเย็นจัดเกินไปในช่วงแรก
2. การจัดการความรู้สึกและอาการปวดภายหลังการรักษา
เป็นเรื่องปกติที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกตึง ระบม หรือเจ็บเล็กน้อยบริเวณปลายรากฟัน โดยเฉพาะหลังการรักษาครั้งแรก ซึ่งเกิดจากการอักเสบเดิมของเนื้อเยื่อรอบรากฟันหรือจากการทำหัตถการ
• การใช้ยาแก้ปวด: หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวด (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบ (Ibuprofen) ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ซึ่งอาการมักจะทุเลาลงภายใน 1-3 วัน
• การใช้ยาปฏิชีวนะ: กรณีที่ทันตแพทย์จ่ายยาฆ่าเชื้อร่วมด้วย จำเป็นต้องรับประทานยาให้หมดตามจำนวนที่ระบุ อย่างเคร่งครัด แม้อาการปวดจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
3. การรับประทานอาหารและการดูแลวัสดุอุดชั่วคราว
ในระหว่างที่กระบวนการรักษารากฟันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทันตแพทย์จะทำการปิดโพรงฟันด้วย “วัสดุอุดชั่วคราว” ซึ่งมีความแข็งแรงน้อยกว่าวัสดุถาวร ผู้ป่วยจึงควรปฏิบัติดังนี้:
• หลีกเลี่ยงการเคี้ยวในด้านที่รักษา: ควรเคี้ยวอาหารในด้านตรงข้าม เพื่อลดแรงกดทับที่เสี่ยงต่อการทำให้ฟันแตกหรือวัสดุอุดหลุด
• งดอาหารที่มีลักษณะแข็ง เหนียว หรือกรอบ: อาทิ น้ำแข็ง ถั่ว กระดูกอ่อน หมากฝรั่ง หรือตังเม เนื่องจากเสี่ยงต่อการดึงให้วัสดุอุดหลุดออกมาได้
• กรณีวัสดุหลุด: หากวัสดุอุดชั่วคราวหลุด หรือผู้ป่วยรู้สึกถึงรสชาติยาขมไหลลงคอ ควรรีบกลับมาพบทันตแพทย์ทันที เพื่อทำการปิดโพรงฟันใหม่ ป้องกันเชื้อโรคจากน้ำลายซึมลงสู่คลองรากฟัน
4. การทำความสะอาดช่องปาก
• การแปรงฟัน: สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวังและเบามือบริเวณซี่ที่กำลังรักษารากฟัน
• การใช้ไหมขัดฟัน: สามารถใช้ไหมขัดฟันได้ แต่ควรระมัดระวังในจังหวะดึงออก หากรู้สึกติดขัด ให้เปลี่ยนวิธีเป็น “การดึงไหมออกทางด้านข้าง” แทนการดึงขึ้นในแนวดิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกี่ยววัสดุอุดชั่วคราวหลุดออกมา
5. อาการผิดปกติที่ควรกลับมาพบทันตแพทย์ทันที
หากสังเกตพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อคลินิกเพื่อขอคำปรึกษาหรือนัดหมายทันที:
• มีอาการบวมอย่างเห็นได้ชัดบริเวณเหงือกหรือใบหน้า
• มีอาการปวดรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ทุเลา
• เกิดอาการแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้น ลมพิษ หรือหายใจลำบาก
• วัสดุอุดชั่วคราวหลุดหายไปทั้งหมด
• รู้สึกว่าวัสดุอุดสูงเกินปกติ ทำให้สบฟันแล้วกระแทกก่อนซี่อื่น
6. ความสำคัญของการบูรณะฟันขั้นสุดท้าย (การทำเดือยและครอบฟัน)
ภายหลังการรักษารากฟันเสร็จสมบูรณ์ โครงสร้างฟันจะมีความเปราะบางกว่าปกติเนื่องจากสูญเสียเนื้อฟันและไม่มีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยง
• ไม่ควรละเลยนัดหมายทำครอบฟัน: การใส่เดือยฟันและทำครอบฟัน (Crown) คือขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและปกป้องเนื้อฟันที่เหลืออยู่ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ทำครอบฟัน มีความเสี่ยงสูงที่ฟันจะแตกหักจนไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ และอาจต้องถอนฟันในที่สุด
บทสรุป
การรักษารากฟันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาฟันธรรมชาติให้คงอยู่ หากผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดูแลรักษาความสะอาด และมาตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอ ฟันซี่นั้นจะสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติและอยู่คู่กับคุณไปได้อย่างยาวนาน