เมื่อเกิดการสูญเสียฟันธรรมชาติ หลายท่านอาจตัดสินใจชะลอการรักษาเพียงเพราะยังสามารถบดเคี้ยวอาหารได้ หรือคิดว่าค่อยมาทำภายหลัง แต่ในความเป็นจริง “เวลา” คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาทางทันตกรรม เพราะเมื่อปล่อยช่องว่างจากการสูญเสียฟันไว้นานเกินไป จะนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เรียกว่า “ภาวะกระดูกขากรรไกรละลาย” (Bone Resorption) 

บทความนี้จะพามาทำความเข้าใจว่า การสูญเสียฟันส่งผลกระทบต่อโครงสร้างใบหน้าและกระดูกขากรรไกรอย่างไร และเหตุใด การทำรากฟันเทียม จึงเป็นทางออกที่คุ้มค่าที่สุดก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย

ภาวะกระดูกละลาย (Bone Resorption) ภัยเงียบจากการสูญเสียฟัน

โดยธรรมชาติ กระดูกขากรรไกรจะคงสภาพอยู่ได้จากการได้รับการกระตุ้นผ่านแรงบดเคี้ยวของรากฟัน เมื่อมีการถอนฟันหรือสูญเสียฟันไป บริเวณดังกล่าวจะขาดการกระตุ้น ส่งผลให้ร่างกายเริ่มกระบวนการดูดซึมกระดูกกลับ ทำให้กระดูกบริเวณนั้นค่อยๆ ฝ่อลีบและยุบตัวลง หรือที่เรียกว่า “กระดูกละลาย” ซึ่งเป็นกลไกตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเมื่ออวัยวะส่วนนั้นไม่ได้ถูกใช้งาน

3 ผลกระทบระยะยาว หากปล่อยให้ฟันหลอจนกระดูกละลาย

หากปล่อยทิ้งไว้นานโดยไม่ได้รับการใส่ฟันทดแทนหรือทำ รากฟันเทียม ผู้ป่วยอาจต้องเผชิญกับผลเสีย 3 ประการ ดังนี้:

1. โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนแปลง ทำให้ดูสูงวัยกว่าความเป็นจริง (Facial Collapse)

ผลกระทบที่ชัดเจนเมื่อกระดูกขากรรไกรฝ่อลีบลง คือการสูญเสียโครงสร้างที่ช่วยพยุงรูปหน้า ส่งผลให้:

• แก้มตอบหรือยุบตัวลง

• มุมปากตก ทำให้ใบหน้าดูบึ้งตึงและดูเหนื่อยล้า

• เกิดริ้วรอยร่องลึกรอบริมฝีปาก

• รูปคางยื่นงุ้มเข้าหาจมูกมากขึ้น

ภาวะเหล่านี้ทำให้ใบหน้าโดยรวมดูทรุดโทรมและแก่กว่าวัย ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างกระดูกภายในที่เปลี่ยนแปลงไป

2. ขั้นตอนการรักษาซับซ้อนและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น (Need for Bone Grafting)

หากตัดสินใจกลับมาทำ รากฟันเทียม ในวันที่กระดูกละลายไปมากแล้ว ทันตแพทย์อาจไม่สามารถฝังรากเทียมได้ทันที จำเป็นต้องมีการเตรียมช่องปากเพิ่มเติมด้วยการ “ผ่าตัดปลูกกระดูก” (Bone Grafting)

• ความซับซ้อน: ต้องมีการผ่าตัดเสริมกระดูกเพิ่มอีกหนึ่งขั้นตอน

• ระยะเวลา: ต้องรอให้กระดูกที่ปลูกใหม่สมานตัวและแข็งแรง ซึ่งอาจใช้เวลา 3-6 เดือน ก่อนจะเริ่มฝังรากเทียมได้

• ค่าใช้จ่าย: มีค่าใช้จ่ายในการปลูกกระดูกเพิ่มเข้ามารอกเหนือจากค่ารากฟันเทียมปกติ

3. ปัญหาการล้มของฟันซี่ข้างเคียง (Teeth Shifting)

ช่องว่างจากการสูญเสียฟันจะทำให้ฟันซี่ข้างเคียงค่อยๆ ล้มเอียงเข้าหาช่องว่างนั้น ส่งผลให้การสบฟันผิดปกติ เศษอาหารติดง่าย ทำความสะอาดได้ยาก และนำไปสู่โรคฟันผุหรือโรคเหงือกอักเสบในฟันซี่อื่นๆ ตามมาในที่สุด

“รากฟันเทียม” นวัตกรรมเพื่อหยุดยั้งกระดูกละลาย

การทำ รากฟันเทียม (Dental Implants) คือมาตรฐานการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบันสำหรับการทดแทนฟันที่สูญเสียไป เนื่องจากวัสดุไทเทเนียมที่ใช้ทำรากเทียม จะทำหน้าที่เสมือนรากฟันธรรมชาติ คอยส่งแรงกระตุ้นไปยังกระดูกขากรรไกรขณะบดเคี้ยว ช่วยคงสภาพกระดูกไว้ไม่ให้ฝ่อลีบ และรักษารูปหน้าให้ดูอ่อนเยาว์เป็นธรรมชาติ

บทสรุป: อย่ารอให้สายเกินแก้

การตัดสินใจทำรากฟันเทียมตั้งแต่เนิ่นๆ คือการลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปากในระยะยาว เป็นการ “รักษาต้นทุนเนื้อกระดูก” และ “โครงสร้างใบหน้า” ของท่านไว้ ก่อนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ซับซ้อน เจ็บตัว และเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้นจากการปลูกกระดูก

หากท่านมีปัญหาฟันหลอหรือสูญเสียฟัน อย่าปล่อยให้กระดูกละลายจนยากต่อการรักษา ปรึกษาทันตแพทย์เฉพาะทางเพื่อวางแผนการทำรากฟันเทียมที่เหมาะสมกับท่านได้แล้ววันนี้ที่ ไทม์เดนทัลแคร์