FAQ’S

การจัดฟันช่วยอะไรบ้าง

การจัดฟัน ไม่ว่าจะเป็นการ จัดฟันแบบลวด หรือ จัดฟันแบบใส ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาการเรียงตัวของฟันและขากรรไกร ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอย่าง ดังนี้:

1. ยกระดับสุขภาพช่องปากให้ดียิ่งขึ้น (Improved Oral Health)

ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น: เมื่อฟันเรียงตัวสวย ไม่ซ้อนเก การแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟันจะทำได้ทั่วถึงมากขึ้น ช่วยลดแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงในการเกิด โรคฟันผุ และ โรคเหงือกอักเสบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• ลดการสึกกร่อนของฟัน: การสบฟันที่ผิดปกติมักทำให้เนื้อฟันบางส่วนสึกเร็วกว่ากำหนด การจัดฟันจะช่วยปรับการสบฟันให้สมดุล ลดปัญหาฟันสึกในระยะยาว

2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของฟัน (Enhanced Functionality)

• การเคี้ยวอาหารละเอียดขึ้น: การสบฟันที่ถูกต้องช่วยให้เคี้ยวอาหารได้ละเอียดขึ้น ส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย

• การออกเสียงชัดเจน: ปัญหาฟันห่างหรือฟันซ้อนเกอาจทำให้พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการออกเสียงบางคำ การจัดฟันสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการพูดเหล่านี้ได้

3. ป้องกันปัญหาฟันและขากรรไกรในอนาคต (Prevention of Dental Issues)

ลดอุบัติเหตุต่อฟันหน้า: สำหรับผู้ที่มี ฟันยื่น (Protruding teeth) จะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุฟันกระแทกหรือหักได้ง่าย การดึงฟันให้กลับเข้าที่จึงช่วยลดความเสี่ยงนี้

ลดปัญหาปวดกราม: การสบฟันที่ผิดปกติอาจนำไปสู่อาการปวดข้อต่อขากรรไกร (TMJ) และอาการปวดศีรษะเรื้อรัง การจัดฟันช่วยปรับตำแหน่งขากรรไกรให้ผ่อนคลายและทำงานได้ดีขึ้น

4. เสริมสร้างบุคลิกภาพและความมั่นใจ (Aesthetic & Confidence)

รอยยิ้มสวย มั่นใจทุกมุมมอง: ฟันที่เรียงตัวสวยช่วยให้ใบหน้าดูสมดุล สร้างรอยยิ้มที่น่าประทับใจ เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง (Self-esteem)

โอกาสทางสังคมและการงาน: บุคลิกภาพที่ดีมักเปิดโอกาสใหม่ๆ ทั้งในด้านการเข้าสังคมและการทำงาน ทำให้กล้าแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น

5. ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในระยะยาว (Long-term Benefits)

ยืดอายุการใช้งานของฟัน: การจัดฟันช่วยรักษาฟันธรรมชาติให้อยู่กับเราได้นานขึ้น ป้องกันการสูญเสียฟันก่อนวัยอันควร

ประหยัดค่าใช้จ่าย: การแก้ไขปัญหาฟันตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ที่อาจตามมา ซึ่งมักมีค่ารักษาที่สูงกว่าในอนาคต

6. ปรับโครงสร้างใบหน้าให้สมดุล (Better Jaw Alignment)

การสบฟันที่สมบูรณ์: ช่วยกระจายแรงบดเคี้ยวอย่างเหมาะสม ลดแรงกดดันที่ข้อต่อขากรรไกร

รูปหน้าเข้ารูป: การแก้ปัญหาการสบฟันหรือขากรรไกรมีส่วนช่วยให้โครงสร้างใบหน้าดูสมส่วนและมีความสมดุลมากขึ้น (Facial Harmony)

2.ควรเริ่มจัดฟันตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

การจัดฟันเริ่มได้ทุกอายุ แต่แนะนำให้เด็กพบทันตแพทย์จัดฟันตั้งแต่ อายุ 7 ปี เพื่อประเมินการเจริญเติบโต (Interceptve orthodontics) การตรวจเช็คก่อนโตจะช่วยป้องกันปัญหาที่ร้ายแรงในอนาคต ส่วนการรักษาแบบครอบคลุมมักเริ่มช่วงอายุ 10-14 ปี

3.ผู้ใหญ่จัดฟันได้ไหม? สายเกินไปหรือเปล่า?

ได้แน่นอน และไม่เคยสายเกินไปที่จะมีรอยยิ้มในฝัน ปัจจุบันมีทางเลือกมากมายสำหรับผู้ใหญ่ รวมถึงนวัตกรรมจัดฟันใสที่ช่วยให้การรักษาง่ายขึ้น มองแทบไม่เห็นและ ลดผลข้างเคียงในการจัดฟัน

4.การจัดฟันใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเคส และชนิดของการรักษา เคสแก้ปัญหาฟันห่าง จัดฟันแบบใสบางเคสอาจใช้เวลาเพียง 6 เดือน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่มักใช้เวลา 12-24 เดือน ปัจจัยอย่างอายุ ความร่วมมือ และชนิดของเครื่องมือมีผลต่อระยะเวลา สามารถนัดปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินก่อนได้ครับ

5.ต้องมาพบทันตแพทย์บ่อยแค่ไหน?

A: จำเป็นต้องมาพบสม่ำเสมอเพื่อปรับเครื่องมือและติดตามผล โดยปกติ

  • แบบลวด นัดทุก 1 เดือน

  • แบบไร้ยาง (Self Ligating) นัดทุก 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน 

  • แบบใส นัดทุก 2-4 เดือนขึ้นอยู่กับแผนการรักษา

6.จัดฟันเจ็บไหม?

ไม่ได้เจ็บอย่างที่คิดครับ แต่อาจมีความรู้สึก “ตึง” หรือไม่สบายช่องปากบ้างในช่วงแรกที่ติดเครื่องมือหรือเปลี่ยนชุดจัดฟันใส ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฟันกำลังเคลื่อนที่ อาการเหล่านี้จะหายไปเองในไม่กี่วัน สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาได้

7.เหล็กจัดฟัน (Braces) กับ จัดฟันใส (Aligners) แบบไหนเจ็บกว่ากัน?

ทั้งคู่มีความรู้สึกตึงเหมือนกันเมื่อมีการปรับเครื่องมือ แต่ จัดฟันใส มักจะสบายกว่าเพราะผิวเรียบ ไม่มีเหล็กหรือลวดคอยทิ่มกระพุ้งแก้ม ส่วน เหล็กจัดฟัน ช่วงแรกอาจมีการระคายเคืองเนื้อเยื่อในปากบ้าง ซึ่งแก้ได้ด้วยการใช้ขี้ผึ้ง (Wax) ปิดทับ

.

8. คนจัดฟันมีข้อห้ามเรื่องอาหารไหม?

  •   ทานได้: 

    อาหารนิ่มๆ เช่น กล้วย, ผลไม้หั่นชิ้นเล็ก, ผักต้ม, โยเกิร์ต, เนื้อปลา, ไข่ตุ๋น, ข้าวต้ม

  • ควรเลี่ยง:

• ของแข็ง (น้ำแข็ง, ถั่ว, ป๊อปคอร์น)

• ของเหนียว (หมากฝรั่ง, คาราเมล, เยลลี่)

• ของที่ต้องใช้ฟันหน้าแทะ (ข้าวโพดทั้งฝัก, แอปเปิ้ลทั้งลูก, กระดูกหมู)

• ของหวานจัด (เพื่อลดความเสี่ยงฟันผุ)